การส่งบทความ
ข้อกำหนดการส่งบทความ
ในขั้นตอนการส่งบทความ ผู้แต่งต้องตรวจสอบและยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดการส่งบทความทุกข้อ บทความที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอาจถูกส่งคืนให้ผู้แต่งดำเนินการแก้ไข- บทความไม่เคยได้รับการตีพิมพ์หรือไม่ได้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น (หากมีโปรดอธิบายในข้อความถึงบรรณาธิการ)
- ไฟล์ต้นฉบับบทความอยู่ในรูปแบบ OpenOffice, Microsoft Word หรือ RTF
- เอกสารอ้างอิงจากอินเทอร์เน็ตต้องระบุ URL ที่สามารถเข้าถึงได้
- ข้อความในบทความมีระยะห่างระหว่างบรรทัดแบบบรรทัดเดียว (single-spaced), ภาษาไทยใช้ตัวอักษรขนาด 16pt และภาษาอังกฤษใช้ตัวอักษร 12 pt, ใช้ตัวเอียงแทนการขีดเส้นใต้ (ยกเว้นที่อยู่ URL) และวางภาพประกอบ รูปวาด และตารางไว้ภายในเนื้อหาตามตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่แยกไว้ท้ายบทความ
- บทความเป็นไปตามรูปแบบและหลักเกณฑ์การเขียนเอกสารอ้างอิงที่ระบุไว้ในคำแนะนำสำหรับผู้แต่ง
- ผู้นิพนธ์ต้องจัดทำบทความให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ใน “คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์” ทั้งในเรื่องของการเตรียมต้นฉบับบทความ องค์ประกอบของต้นฉบับบทความ การเขียนรายการอ้างอิงในรูปแบบเชิงอรรถ และการเขียนรายการอ้างอิงท้ายบทความ
- ผู้เขียนได้เปิดเผยการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ในการจัดทำต้นฉบับแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการร่างเนื้อหา การแปล การปรับปรุงภาษา การสรุปความ การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างภาพ หรือการจัดการรายการอ้างอิง
บทความวิจัย
บทความวิจัย หมายถึง บทความที่นำเสนอผลการศึกษาหรือผลการวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยมีคำถามวิจัย วัตถุประสงค์ ขอบเขตการศึกษา ระเบียบวิธีวิจัย และข้อค้นพบที่ชัดเจน บทความประเภทนี้อาจใช้วิธีวิจัยทางกฎหมาย การวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การวิจัยเชิงเปรียบเทียบ การวิจัยเชิงประจักษ์ หรือวิธีวิจัยแบบสหวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
บทความวิจัยควรแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาวิจัย กรอบแนวคิดหรือทฤษฎี วิธีดำเนินการวิจัย และผลการศึกษาอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยผลการวิจัยต้องก่อให้เกิดองค์ความรู้ ข้อค้นพบ ข้อเสนอเชิงวิชาการ หรือข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและมีคุณค่าต่อการพัฒนากฎหมาย นิติศาสตร์ หรือสังคมโดยรวม
บทความวิชาการ
บทความวิชาการ หมายถึง บทความที่มุ่งเสนอ วิเคราะห์ วิพากษ์ หรืออธิบายประเด็นทางกฎหมายหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างมีหลักวิชาการ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการนำเสนอผลการวิจัยเชิงระบบเช่นเดียวกับบทความวิจัย แต่ต้องมีประเด็นหลักหรือข้อถกเถียงทางวิชาการที่ชัดเจน มีการใช้แนวคิด ทฤษฎี หลักกฎหมาย คำพิพากษา เอกสารทางวิชาการ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบการวิเคราะห์อย่างเหมาะสม
บทความวิชาการไม่ควรเป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลหรือสรุปเนื้อหาจากแหล่งต่าง ๆ เท่านั้น แต่ควรสะท้อนมุมมองเชิงวิเคราะห์ของผู้เขียน มีการจัดลำดับเนื้อหาอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่ข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะที่ช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจในประเด็นที่ศึกษา หรือเปิดพื้นที่ใหม่ในการอภิปรายทางนิติศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง
บทความปริทัศน์
บทความปริทัศน์ หมายถึง บทความที่มุ่งรวบรวม ทบทวน วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้ วรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี กฎหมาย คำพิพากษา หรือพัฒนาการทางวิชาการในประเด็นใดประเด็นหนึ่งอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นสถานะขององค์ความรู้ในประเด็นนั้น ๆ แนวโน้มทางวิชาการ ข้อถกเถียงสำคัญ ช่องว่างขององค์ความรู้ หรือทิศทางการศึกษาวิจัยในอนาคต
บทความปริทัศน์ไม่ควรเป็นเพียงการสรุปหรือเรียบเรียงเอกสารที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ควรมีการจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และสังเคราะห์วรรณกรรมอย่างมีหลักเกณฑ์ ผู้เขียนควรแสดงให้เห็นเหตุผลในการเลือกแหล่งข้อมูล ขอบเขตของการทบทวน และวิธีการวิเคราะห์อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจพัฒนาการขององค์ความรู้และเห็นคุณูปการทางวิชาการของบทความ
บทความปริทัศน์อาจอยู่ในรูปของการทบทวนวรรณกรรมเชิงแนวคิด การทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบ การทบทวนพัฒนาการของกฎหมายหรือคำพิพากษา หรือการสังเคราะห์องค์ความรู้ข้ามศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับนิติศาสตร์ ทั้งนี้ บทความต้องมีข้อเสนอหรือข้อสรุปที่สะท้อนมุมมองทางวิชาการของผู้เขียนอย่างชัดเจน
บทวิจารณ์หนังสือ
บทความวิจารณ์หนังสือ หมายถึง บทความที่มุ่งนำเสนอ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าทางวิชาการของหนังสือ ตำรา งานแปล รายงานวิจัย หรือผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มหรือเผยแพร่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยหนังสือหรือผลงานที่นำมาวิจารณ์ควรเกี่ยวข้องกับนิติศาสตร์หรือสาขาที่สัมพันธ์กับกฎหมาย
บทความวิจารณ์หนังสือควรให้ข้อมูลบรรณานุกรมของหนังสืออย่างครบถ้วน ได้แก่ ชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ จำนวนหน้า และข้อมูลอื่นที่จำเป็น จากนั้นจึงนำเสนอสาระสำคัญของหนังสือโดยสรุป พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อเสนอหลัก วิธีการศึกษา โครงสร้างเนื้อหา คุณูปการ ข้อจำกัด และความสำคัญของหนังสือต่อวงวิชาการ กฎหมาย นโยบายสาธารณะ หรือสังคมโดยรวม
บทความวิจารณ์หนังสือไม่ควรเป็นเพียงการแนะนำหนังสือหรือสรุปเนื้อหาตามลำดับบทเท่านั้น แต่ควรมีลักษณะเป็นการประเมินเชิงวิชาการอย่างเป็นธรรม มีเหตุผล และมีหลักฐานสนับสนุน ผู้เขียนควรหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ในเชิงส่วนบุคคล และควรเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความสัมพันธ์กับผู้แต่ง สำนักพิมพ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมี
บทวิเคราะห์ข้อกฎหมายและคำพิพากษา
บทวิเคราะห์ข้อกฎหมายและคำพิพากษา หมายถึง บทความขนาดสั้นหรือขนาดกลางที่มุ่งนำเสนอ วิเคราะห์ วิพากษ์ หรือให้ข้อสังเกตทางวิชาการต่อคำพิพากษา คำวินิจฉัย คำสั่ง กฎหมายใหม่ ร่างกฎหมาย นโยบายสาธารณะ เหตุการณ์ทางกฎหมาย หรือพัฒนาการร่วมสมัยที่มีความสำคัญต่อวงวิชาการกฎหมายหรือสังคม
บทความประเภทนี้ควรมีประเด็นวิเคราะห์ที่ชัดเจน ไม่ควรเป็นเพียงการรายงานข้อเท็จจริงหรือสรุปเนื้อหาของคำพิพากษา กฎหมาย หรือเหตุการณ์เท่านั้น แต่ควรแสดงให้เห็นมุมมองทางวิชาการของผู้เขียน โดยอาจวิเคราะห์ความถูกต้อง ความสมเหตุสมผล ความสอดคล้องกับหลักกฎหมาย ทฤษฎีกฎหมาย แนวคำพิพากษาเดิม หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย นโยบายสาธารณะ หรือสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
บทความในประเภทนี้ควรมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม และควรเสนอข้อสังเกต ข้อวิจารณ์ หรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากฎหมาย การตีความกฎหมาย หรือการอภิปรายทางนิติศาสตร์
ประกาศลิขสิทธิ์
ผู้แต่งที่ตีพิมพ์กับวารสารต้องตกลงตามเงื่อนไขต่อไปนี้:
- เมื่อส่งบทความ ผู้เขียนตกลงที่จะสละสิทธิ์บางส่วนในการกำหนดวิธีเผยแพร่ผลงานของตน ตามนโยบายของวารสาร
- ผู้แต่งยังคงมีสิทธิ์ในการใช้บทความของตนเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การนำไปใช้ในวิทยานิพนธ์ หรือการแชร์บนแพลตฟอร์มที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์
- วารสารเผยแพร่บทความภายใต้สัญญาอนุญาตแบบ Creative Commons Attribution License (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นนำบทความไปแชร์บนเว็บไซต์หรือสื่ออื่น ๆ โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้แต่งต้นฉบับอย่างถูกต้อง แต่ไม่อนุญาตให้นำไปดัดแปลงหรือใช้ในเชิงพาณิชย์
- ผู้แต่งยืนยันว่าตนได้รับอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดในการใช้สื่ออื่น ๆ เช่น วัสดุ รูปภาพ หรือกราฟิกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์จากบุคคลที่สาม และได้ให้เครดิตที่เหมาะสม
นโยบายความเป็นส่วนตัว
นโยบายความเป็นส่วนตัว และมุ่งมั่นดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของต่างประเทศที่ใช้บังคับ เช่น General Data Protection Regulation (GDPR)