https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/issue/feed วารสารวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2026-06-29T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีณา อนุสรณ์เสนา (Assistant Professor Dr. Veena Anusornsena) lawjournal@utcc.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC Law Journal) ได้ดำเนินงานจัดทำวารสารอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Aims)</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ที่มีคุณภาพโดยผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่นิติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้อ่าน</li> <li>เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความรู้ทางวิชาการแก่สังคมทั่วไป โดยสนับสนุนให้อาจารย์ประจำ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานิติศาสตร์มีโอกาสนำเสนอผลงานทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน</li> </ol> <p><strong>ISSN:</strong> 2229-1105</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>วารสารวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กำหนดออกเผยแพร่รายปี ปีละ 1 ฉบับ โดยมีกำหนดออกวารสารในเดือนมิถุนายนของทุกปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 เป็นต้นไปจะตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ มกราคม-มิถุนายน และกรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ขอบเขตของบทความที่ตอบรับ</strong><br />วารสารวิชาการ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีความยินดีที่จะรับบทความของผู้เขียนที่เป็นบทความประเภท บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) จากอาจารย์ประจำ นักวิชาการ นักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานิติศาสตร์โดยนำเสนอบทความเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ผลงานวิชาการที่ส่งมาให้พิจารณาต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</p> https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/753 บทวิจารณ์ หนังสือกฎหมายระหว่างประเทศ : ความรู้ฉบับพกพา 2026-06-19T21:40:22+07:00 นิติ จันจิระสกุล niti_jan@utcc.ac.th <p>-</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/724 Beyond MLETR: ช่องว่างกฎหมายกับการขับเคลื่อนใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์ 2026-05-22T15:52:47+07:00 พัชรี พิชณุษากร patcharee_pic@utcc.ac.th <p>บทความนี้วิเคราะห์กรอบการกำกับดูแลและกลไกการขับเคลื่อนการใช้ใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill of Lading: eBL) ในการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่การค้าดิจิทัลข้ามพรมแดน แม้ใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดต้นทุนลดความเสี่ยงจากเอกสารกระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่การนำไปใช้จริงยังเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย ความพร้อมของระบบนิเวศทางการค้า และความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัล บทความจึงศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายต้นแบบว่าด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่โอนได้ (Model Law on Electronic Transferable Records: MLETR) กรอบการประเมินความน่าเชื่อถือของระบบ (Reliability Assessment Framework) ที่พัฒนาโดย International Chamber of Commerce Digital Standards Initiative (ICC DSI) ร่วมกับ Digital Governance Council และกลไกการบริหารความเสี่ยงผ่านข้อกำหนดของ International Group of Protection and Indemnity Clubs (IGP&amp;I)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า MLETR มีบทบาทสำคัญในการรับรองสถานะทางกฎหมายของใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้หลักความเท่าเทียมเชิงหน้าที่ (functional equivalence) โดยกำหนดองค์ประกอบสำคัญ เช่น การควบคุมความเป็นหนึ่งเดียว และความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก MLETR เป็นกฎหมายเชิงหลักการที่มิได้กำหนดรายละเอียดด้านเทคนิคและการบริหารความเสี่ยงไว้อย่างชัดเจน จึงต้องอาศัยมาตรฐานทางเทคนิคและกลไกภาคอุตสาหกรรมเข้ามาเสริมสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดย ICC DSI ได้พัฒนา Reliability Assessment Framework เพื่อแปลงหลัก “ความน่าเชื่อถือ” ให้เป็นเกณฑ์เชิงเทคนิคที่ตรวจสอบได้ ขณะที่ IGP&amp;I ทำหน้าที่บริหารและจัดสรรความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยและการอนุมัติแพลตฟอร์มใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์</p> <p>บทความเสนอว่าการกำกับดูแล eBL มีลักษณะเป็นการกำกับดูแลแบบผสมผสานที่บูรณาการกฎหมาย เทคโนโลยี และกลไกภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความไม่สามารถเชื่อมต่อระหว่างแพลตฟอร์ม ความแตกต่างของกฎหมายข้ามพรมแดน การขาดกลไกระงับข้อพิพาท และข้อจำกัดของระบบเดิม บทความจึงเสนอให้ประเทศไทยปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและนำมาตรฐานสากลมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลผ่านกลไกทดลอง เช่น regulatory sandbox เพื่อรองรับการใช้ eBL อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/750 กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาอัตโนมัติในสหภาพยุโรป 2026-06-16T21:04:34+07:00 วีณา อนุสรณ์เสนา veena.anusorn@gmail.com <p>ในโลกยุคดิจิทัลปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ได้เข้ามามีบทบาทเกือบทุกด้านในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ในแง่ของการทำสัญญา ได้มีการเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการทำสัญญาโดยเริ่มต้นตั้งแต่การทำคำเสนอ และตอบรับด้วยคำสนองโดยอัตโนมัติ สัญญาอัตโนมัติดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การใช้สัญญาอัตโนมัติยังคงพบกับความท้าทายในประเด็นเรื่องเจตนาของคู่สัญญาเมื่อเกิดการกระทำที่ไม่คาดหมายได้ (Unexpected Action) บทความนี้มุ่งเน้นศึกษาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวทางการบังคับใช้สัญญาอัตโนมัติ (Automated Contract) ภายใต้บริบทกฎหมายของสหภาพยุโรป</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/749 หลัก Kompetenz-Kompetenz ในศาลอนุญาโตตุลาการทางการกีฬา 2026-06-16T20:54:42+07:00 ปีดิเทพ อยู่ยืนยง pedithep.y@cmu.ac.th <p>หลัก Kompetenz-Kompetenz (ความมีอำนาจอิสระในเขตอำนาจของตน-ความมีอำนาจอิสระในเขตอำนาจของตน) ที่ใช้ในศาลอนุญาโตตุลาการทางการกีฬา (ศาล CAS) เป็นหลักที่ยึดโยงกับความมีอิสระชั้นสูงสุดในการพิจารณาข้อพิพาททางการกีฬาตามเขตอำนาจในระดับสากล โดยมุ่งปกป้องความเป็นอิสระของกระบวนการระงับข้อพิพาททางการกีฬาด้วยการให้อำนาจศาล CAS ในการวินิจฉัยชี้ขาดภายใต้เขตอำนาจของตนเอง หลัก Kompetenz-Kompetenz นี้นำมาใช้อ้างอิงให้คณะอนุญาโตตุลาการศาล CAS สามารถวินิจฉัยชี้ขาดในเขตอำนาจศาลของตนเองได้ โดยทั่วไปแล้วหลักการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลักการแบ่งแยกอำนาจอนุญาโตตุลาการออกจากศาลทั่วไป ซึ่งสร้างความมั่นใจว่าข้อสัญญาการอนุญาโตตุลาการจะได้รับการปฏิบัติแยกต่างหากจากสัญญาหลัก ทำให้ศาล CAS สามารถใช้อำนาจของตนได้ แม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือความถูกต้องของข้อสัญญาการอนุญาโตตุลาการก็ตาม ดังนั้น ศาล CAS จึงทำหน้าที่เปรียบเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจสูงสุดในการอนุญาโตตุลาการทางการกีฬาเพื่อระงับข้อพิพาททางการกีฬาระหว่างประเทศ บทความนี้ศึกษาการนำเอาหลัก Kompetenz-Kompetenz มาใช้ในเขตอำนาจศาล CAS ตัวอย่างเช่น การอนุญาโตตุลาการภาคบังคับในกระบวนการระงับข้อพิพาททางการกีฬา ข้อจำกัดในการอนุญาโตตุลาการกีฬาระดับสากล และบริบทของข้อสัญญาการอนุญาโตตุลาการ บทความนี้ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจของศาล CAS การศึกษาในบทความฉบับนี้เผยให้เห็นปรัชญาทางกฎหมายกีฬาที่มองว่าศาล CAS เป็นสถาบันอนุญาโตตุลาการขั้นสุดท้ายสำหรับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับกีฬา มากไปกว่าที่จะเป็นเพียงอนุญาโตตุลาการให้คำปรึกษาที่ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญในหลักการอนุญาโตตุลาการทางการกีฬา</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/751 ช่องว่างของกฎหมายไทยในการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการทำสัญญาซื้อขาย 2026-06-16T21:13:24+07:00 พิมพ์พชา วณิชย์กอบจินดา pimpacha_piy@utcc.ac.th <p>ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกิดสัญญาซื้อขายอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่การทำธุรกรรมตั้งอยู่บนการแสดงเจตนาโดยตรงของมนุษย์ ไปสู่การทำธุรกรรมผ่านอัลกอริทึมซึ่งสามารถสร้าง ส่ง รับ ประมวลผล และตอบสนองต่อข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยปราศจากการแทรกแซงโดยตรงของมนุษย์ แม้การทำสัญญาโดยระบบอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และลดต้นทุนทางธุรกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดข้อท้าทายสำคัญต่อหลักกฎหมายสัญญาแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการแสดงเจตนา ความสมบูรณ์ของสัญญา ความสำคัญผิด และการจัดสรรความเสี่ยงอันเกิดจากความผิดพลาดของระบบ</p> <p>บทความนี้มุ่งศึกษาประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับความสำคัญผิดและการจัดสรรความเสี่ยงในสัญญาซื้อขายอัตโนมัติภายใต้กฎหมายสัญญาไทย โดยให้ความสำคัญกับคำถามว่า การกระทำของระบบอัตโนมัติจะสามารถถือเป็นการกระทำหรือการแสดงเจตนาของผู้ใช้ระบบได้เพียงใด และคู่สัญญาจะสามารถอ้างความสำคัญผิดได้หรือไม่ ในกรณีที่ระบบก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ผิดพลาด เช่น การกำหนดราคาสินค้าผิดพลาด การส่งคำสั่งซื้อหรือขายที่คลาดเคลื่อน หรือการประมวลผลข้อมูลไม่ถูกต้อง บทความนี้เสนอว่า แม้กฎหมายไทยจะรับรองผลทางกฎหมายของสัญญาที่เกิดขึ้นผ่านระบบข้อความอัตโนมัติภายใต้กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วก็ตาม แต่กฎหมายไทยยังมิได้พัฒนาหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการถือเอาเจตนาหรือการกระทำของระบบอัตโนมัติเป็นของผู้ใช้ระบบอย่างชัดเจน</p> <p>ด้วยเหตุนี้ การปรับใช้หลักกฎหมายสัญญาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหลักความสำคัญผิด หลักสุจริต ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และการจัดสรรความเสี่ยง จึงยังคงมีความสำคัญในการวินิจฉัยผลทางกฎหมายของความผิดพลาดที่เกิดจากระบบอัตโนมัติ บทความนี้ยังเสนอว่า กฎหมายไทยควรพัฒนากรอบการพิจารณาที่ตั้งอยู่บนฐานของความเสี่ยงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความแน่นอนมั่นคงของธุรกรรมดิจิทัลกับความเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้ระบบ ซึ่งเป็นฝ่ายควบคุมและได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจเชื่อถือโดยสุจริตต่อผลลัพธ์ที่ระบบแสดงออกมา</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/758 ปัจจัยทางกฎหมายที่ส่งผลต่อระบบนิเวศธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำของประเทศไทย: การวิเคราะห์อุปสรรคเชิงกฎหมายเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาต่างประเทศ 2026-06-26T14:24:21+07:00 พงษ์ธนา วณิชย์กอบจินดา pongtana_van@utcc.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางกฎหมายที่ส่งผลต่อการพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ Low Earth Orbit Satellite Business Ecosystem ของประเทศไทย โดยมุ่งศึกษาปัญหาและอุปสรรคเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอวกาศ ระบบใบอนุญาตดาวเทียม การจัดสรรคลื่นความถี่ การอนุญาตดาวเทียมต่างชาติ ความรับผิดและการประกันภัย ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูล และการจัดการขยะอวกาศ การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเอกสารและการเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการใช้ดาวเทียมวงโคจรต่ำเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล การสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล การเดินเรือ การบิน เกษตรอัจฉริยะ และการบริหารจัดการภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม กรอบกฎหมายไทยยังมีลักษณะกระจัดกระจาย และยังขาดกฎหมายอวกาศแห่งชาติที่บังคับใช้ครบวงจร ทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านใบอนุญาต ความรับผิด การกำกับดูแลผู้ประกอบการต่างชาติ และการคุ้มครองข้อมูล</p> <p>เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศพบว่าสหราชอาณาจักรมีกฎหมาย Space Industry Act 2018 ที่กำหนดระบบใบอนุญาต ความรับผิด และการประกันภัยอย่างชัดเจน สหภาพยุโรปเสนอ EU Space Act เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมด้านความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และความยั่งยืนของกิจกรรมอวกาศ สิงคโปร์มุ่งพัฒนาโครงสร้างสถาบันด้านอวกาศที่เอื้อต่อนวัตกรรม ส่วนออสเตรเลียมีกฎหมายเฉพาะสำหรับการปล่อยและการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของวัตถุอวกาศ</p> <p>บทความนี้เสนอให้ประเทศไทยจัดทำกฎหมายกิจการอวกาศแห่งชาติแบบบูรณาการ จัดตั้งกลไก one-stop space regulator พัฒนาระบบใบอนุญาตเฉพาะสำหรับ LEO Satellite กำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดและการประกันภัย รวมถึงสร้างมาตรฐานด้าน cybersecurity, satellite data governance และ space debris mitigation เพื่อให้ระบบนิเวศธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำของไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/759 ปัญหาทางกฎหมายและการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง 2026-06-26T14:30:40+07:00 ขวัญกมล ทิพย์มโนสิงห์ kwankamol_tip@utcc.ac.th <p>พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ <br>8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นการปฏิรูปกฎหมายครั้งสำคัญเพื่อให้อุดช่องว่างทางกฎหมายและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีการตลาดยุคดิจิทัล โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การขยายนิยาม “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ให้ครอบคลุมถึงของเหลวหรือวัตถุที่มีแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรี และคำว่า “การสื่อสารการตลาด” เพื่อควบคุมการโฆษณาแฝงและการรีวิวผ่านสื่อออนไลน์อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังมีการโอนอำนาจการออกประกาศกำหนดเวลาและสถานที่ขายจากนายกรัฐมนตรีไปยัง คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ</p> <p>ในส่วนของมาตรการควบคุมการบริโภค อาจส่งผลกระทบวงกว้างคือการห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ขายหรือพื้นที่จัดบริการเพื่อการค้าในช่วงเวลาห้ามขาย (00.00–11.00 น. และ 14.00–17.00 น.) หากฝ่าฝืนมีโทษปรับทางพินัยไม่เกิน 10,000 บาท แม้จะมีการผ่อนปรนให้นั่งดื่มต่อได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังจากเริ่มเวลาห้ามขายในกรณีที่ซื้อไว้ก่อนหน้าก็ตาม รวมทั้ง การยกระดับความรับผิดทางแพ่งของผู้ขาย โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากจงใจหรือประมาทเลินเล่อขายเครื่องดื่มให้แก่บุคคลที่มึนเมาจนครองสติไม่ได้ แล้วบุคคลนั้นไปก่อเหตุสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น</p> <p>อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ยังเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายและการตีความ โดยเฉพาะความยากลำบากของผู้ประกอบการในการใช้ดุลพินิจวัด "มาตรฐานความมึนเมา" ด้วยสายตา และความเสี่ยงในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ในการสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตที่อาจขาดมาตรฐานที่ชัดเจน บทความจึงเสนอแนะให้เร่งจัดทำ "คู่มือการตีความและการบังคับใช้" รวมถึงการกำหนดนิยามในกฎหมายลำดับรองให้มีความเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเป็นธรรมและรักษาความสมดุลระหว่างมิติด้านสาธารณสุขและความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจของประเทศ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/760 กฎหมายบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป (PPWR): ข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว 2026-06-26T18:46:15+07:00 น้ำฝน ลิมปเจต namphon_lim@utcc.ac.th <p>Regulation (EU) 2025/40 on Packaging and Packaging Waste หรือ PPWR เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงและมุ่งจัดการกับบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การวางตลาด การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และการจัดการภายหลังการบริโภค โดยมีข้อกำหนดสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมสารอันตรายในบรรจุภัณฑ์ การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ การลดขนาดและปริมาตรของบรรจุภัณฑ์ การห้ามใช้บรรจุภัณฑ์บางประเภท อีกทั้งยังกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบการไว้อย่างชัดเจนตามบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์เช่น ผู้ผลิตสินค้า ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ผู้จัดหาวัสดุบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หากไม่สามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ PPWR อาจเผชิญความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธสินค้า การระงับการนำเข้า การเรียกคืนสินค้า หรือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปจำเป็นต้องเร่งปรับตัวโดยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน จัดทำเอกสารทางเทคนิค ตรวจสอบข้อมูลจากห่วงโซ่อุปทาน และพัฒนาระบบการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรองรับมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026