https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/issue/feed
วารสารวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
2026-05-23T18:00:43+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีณา อนุสรณ์เสนา (Assistant Professor Dr. Veena Anusornsena)
lawjournal@utcc.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC Law Journal) ได้ดำเนินงานจัดทำวารสารอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Aims)</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ที่มีคุณภาพโดยผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่นิติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้อ่าน</li> <li>เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความรู้ทางวิชาการแก่สังคมทั่วไป โดยสนับสนุนให้อาจารย์ประจำ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานิติศาสตร์มีโอกาสนำเสนอผลงานทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน</li> </ol> <p><strong>ISSN:</strong> 2229-1105</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>วารสารวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กำหนดออกเผยแพร่รายปี ปีละ 1 ฉบับ โดยมีกำหนดออกวารสารในเดือนมิถุนายนของทุกปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 เป็นต้นไปจะตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ มกราคม-มิถุนายน และกรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ขอบเขตของบทความที่ตอบรับ</strong><br />วารสารวิชาการ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีความยินดีที่จะรับบทความของผู้เขียนที่เป็นบทความประเภท บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) จากอาจารย์ประจำ นักวิชาการ นักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานิติศาสตร์โดยนำเสนอบทความเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ผลงานวิชาการที่ส่งมาให้พิจารณาต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</p>
https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/723
ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์กับการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ของไทย
2026-05-22T15:34:05+07:00
น้ำฝน ลิมปเจต
namphon_lim@utcc.ac.th
<p class="p1">การครอบครองปรปักษ์ คือ การที่บุคคลได้ครอบครองทรัพย์สินของบุคคลอื่น โดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ต้องครอบครองจนครบกำหนด 10 ปี หากเป็นสังหาริมทรัพย์ต้องครอบครองครบ 5 ปี บุคคลนั้นก็จะได้กรรมสิทธิ์ ซึ่งการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์เป็นการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยผลของกฎหมาย จึงมีข้อสังเกตทางกฎหมายที่ควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักกฎหมายในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นคือ ลักษณะการครอบครอง อายุความได้สิทธิ และความสัมพันธ์ระหว่างการได้สิทธิกับการจดทะเบียนบทความนี้มุ่งศึกษาถึงหลักการครอบครองปรปักษ์ในบริบทของระบบการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยกับกฎหมายของต่างประเทศ</p>
2026-05-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/728
กฎหมายการโอนข้อมูลส่วนบุคคลข้ามพรมแดนของประเทศแคนาดา
2026-05-23T10:10:54+07:00
วีณา อนุสรณ์เสนา
veena.anusorn@gmail.com
<p>ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาอย่างยาวนานก่อนที่จะมีความตื่นตัวของประเทศต่าง ๆ ในการออกกฎหมายมาบังคับใช้กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และยังเป็นประเทศที่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป ว่ามีระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เทียบเท่าสหภาพยุโรป (EU Adequacy Decision) ในการรับโอนข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปอีกด้วย</p>
2025-06-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/729
ปัญหากฎหมายในการรองรับการการุณยฆาตในประเทศไทย
2026-05-23T10:17:41+07:00
ขวัญกมล ทิพย์มโนสิงห์
kwankamol_tip@utcc.ac.th
<p>บทบัญญัติมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เป็นกฎหมายที่กำหนดแนวทางให้แก่ผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตในการแสดงเจตนาเพื่อยุติการมีชีวิตของตนเองและกำหนดแนวทางให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสาธารณสุขที่จะปฏิบัติตนเมื่อได้รับการแสดงเจตนายุติการมีชีวิตของ<br>ผู้ป่วย ถือว่าสิทธิในการตัดสินใจในเรื่องการรักษาพยาบาลดังกล่าวเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง และเป็นลักษณะของการกระทำการุณยฆาตรูปแบบหนึ่ง แต่การกระทำในลักษณะการุณยฆาตนั้นมีความหมายหลากหลายด้าน ทั้งที่เป็นการยุติการยื้อชีวิตและเป็นการเร่งการจบชีวิตให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ</p> <p>แต่จากบทบัญญัติมาตรา 12 ดังกล่าวยังบัญญัติได้ไม่ครอบคลุมถึงการกระทำการุณยฆาตทุกด้าน ซึ่งการการุณยฆาตบางอย่างก็อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในประเทศไทย เช่น การให้ยาหรือสารเพื่อให้ผู้ป่วยจบชีวิตอันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่ หรือการเพิกถอนการช่วยชีวิตที่กระทำมาก่อนอันจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานละเว้นกระทำการเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจหรือตีความกฎหมายให้ครอบคลุม ตลอดจนอาจมีความจำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในกฎหมายต่อไป</p>
2025-06-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/730
กฎหมายต่อต้านการฟอกเขียวขององค์กรธุรกิจเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในต่างประเทศและข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย
2026-05-23T11:47:36+07:00
พัชรี พิชณุษากร
patcharee_pic@utcc.ac.th
<p data-start="40" data-end="608">การรณรงค์แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการนำหลัก ESG มาใช้ในภาคธุรกิจ การตั้งกฎกติกาทางการค้าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของประเทศต่าง ๆ การสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภคทำให้กระแสรักษ์โลกมีอิทธิพลต่อภาคการค้าโลกในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้บริษัทต่าง ๆ จึงต้องปรับตัวและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม มีกรณีศึกษาจำนวนมากที่พบว่าหลายองค์กรธุรกิจใช้กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการอ้างคำสิ่งแวดล้อมที่เป็นการหลอกลวงโดยไม่ได้มีกระบวนการที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การกระทำในลักษณะดังกล่าวจึงมักถูกเรียกว่าเป็นการฟอกเขียว</p> <p data-start="610" data-end="1752">ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นประเทศกรณีศึกษาที่น่าสนใจเนื่องจากมีกฎหมายต่อต้านการฟอกเขียวเพื่อป้องกันมิให้นักลงทุนหรือผู้บริโภคถูกหลอกลวงตลอดจนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทยมีเพียงกฎเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดขึ้นเพื่อใช้บังคับกับบริษัทที่อยู่ในตลาดทุนเพื่อปกป้องนักลงทุนจากการบิดเบือนข้อมูลด้านความยั่งยืน ดังนั้น การคุ้มครองผู้บริโภคที่นอกเหนือจากนี้จะต้องอาศัยความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนของการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตาม อาจเกิดปัญหาในการตีความและการบังคับใช้ได้เพราะยังไม่มีการออกกฎเกณฑ์ที่ระบุให้การฟอกเขียวเป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ อาจอาศัยความคุ้มครองจากประมวลกฎหมายอาญาในส่วนของความผิดเกี่ยวกับการขายของโดยหลอกลวงหรือความผิดฐานฉ้อโกง ในบทความนี้จึงเสนอให้มีการออกกฎระเบียบให้พฤติกรรมการฟอกเขียวเป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้เกิดความชัดเจนและช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเหมาะสม ตลอดจนปฏิรูปฉลากด้านสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จำนวนมากเป็นรูปแบบเดียวเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางสากล เช่น EU-wide recognized labels ของสหภาพยุโรปเพื่อควบคุมฉลากให้มีมาตรฐานเดียวกันและแก้ปัญหาความสับสนตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค</p>
2025-06-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/732
แผนปฏิรูปสีเขียวของยุโรปและทิศทางนโยบายมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์
2026-05-23T17:53:55+07:00
พิมพ์พชา วณิชย์กอบจินดา
pimpacha_piy@utcc.ac.th
<p>สหภาพยุโรปให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยได้มีการบัญญัติกฎระเบียบที่เข้มงวดเพิ่มเติมหลายฉบับเกี่ยวกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในสหภาพยุโรป ประกอบกับปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ก่อตัวขึ้นจากปรากฏการณ์เรือนกระจก รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลให้เกิดภาวะอากาศแปรปรวน ภัยธรรมชาติ และกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) ทั่วโลกจึงหันมาตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและเพื่อเป็นการบรรเทามลภาวะทางอากาศหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรปจึงประกาศยกเลิกการใช้ยานยนต์สันดาปภายในปี ค.ศ. 2035 และเข้าสู่ยานยนต์สมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ในอนาคต ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมยานยนต์จะต้องปรับตัวกับนโยบายสิ่งแวดล้อมใหม่ของสหภาพยุโรป หากอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่สามารถปรับปรุงการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปจะส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดในที่สุดหรือไม่สามารถนำเข้าสินค้าไปขายในตลาดของสหภาพยุโรปได้</p>
2025-06-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/733
การส่งผลกระทบของกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับของรายงานความยั่งยืนของกิจการ (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) ต่อการยกระดับมาตรฐานการรายงาน ESG ของสหภาพยุโรปต่อธุรกิจในระบบโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
2026-05-23T18:00:43+07:00
พงษ์ธนา วณิชย์กอบจินดา
pongtana_van@utcc.ac.th
<p>การเปลี่ยนแปลงของบริบทด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ได้ส่งผลให้ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น สหภาพยุโรปได้ออกข้อบังคับการรายงานความยั่งยืนของกิจการ หรือ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) เพื่อยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ให้มีความครอบคลุม โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น โดยเฉพาะกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงในภาคธุรกิจที่อยู่ระบบโซ่อุปทานของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทในสหภาพยุโรปและอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก</p> <p>บทความนี้ยังวิเคราะห์บริบทของการกำหนดนโยบาย เปรียบเทียบกับระเบียบเดิม (NFRD) พร้อมเสนอแนวทางปรับตัวสำหรับธุรกิจนอกยุโรป โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อกำหนดใหม่เหล่านี้ และศึกษาผลกระทบของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับภายใต้ CSRD ที่มีต่อภาคธุรกิจในระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน โดยวิเคราะห์แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การขนส่ง และการให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านการรายงาน ESG ที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในบริบทการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p>
2025-06-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so20.tci-thaijo.org/index.php/utcclawjo/article/view/725
แนวทางในการจัดทำประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) สำหรับผู้เยาว์ในประเทศไทย
2026-05-22T23:37:24+07:00
พรพิมล สมคิด
2310831301012@live4.utcc.ac.th
อรอมล อาระพล
ornamol_ara@utcc.ac.th
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดทำประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) สำหรับผู้เยาว์ในประเทศไทย ผลการศึกษา พบว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์ในไทยภายใต้กฎหมาย PDPA ยังขาดแนวทางในการแจ้ง Privacy Notice ให้เหมาะสมกับผู้เยาว์ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในด้านการปฏิบัติของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิของผู้เยาว์ในการรับรู้และปกป้องข้อมูลของตนเอง ปัจจุบัน Privacy Notice ที่ใช้ยังมีปัญหา โดยเฉพาะการขอความยินยอมจากผู้ปกครองและการตรวจสอบอายุ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ได้ อีกทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัลส่วนใหญ่ยังใช้ Privacy Notice ฉบับเดียวกันสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงช่วงวัยของผู้ใช้ ส่งผลให้เด็กขาดความเข้าใจในสิทธิของตนและเสี่ยง<br>ต่อการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น ในการวิจัยนี้จึงขอเสนอให้ออกแนวทางปฏิบัติในการจัดทำประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) ที่เหมาะสมสำหรับผู้เยาว์ในประเทศไทยโดยคำนึงถึงความแตกต่างทางวัย ระดับการเข้าใจ และช่องทางการสื่อสาร</p>
2025-06-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025