วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD <p><strong><img src="https://so20.tci-thaijo.org/public/site/images/thatchai/136b9f31-b7f2-4ef6-9d48-f3048af63870.jpg" alt="" width="735" height="232" /></strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong></p> <p> วารสารเปิดรับผลงานวิชาการที่จะลงตีพิมพ์ในวารสาร เป็นผลงานวิชาการทางการศึกษา การบริหาร และนิเทศทางการศึกษา และผลการค้นคว้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ในรูปแบบบทความวิจัย และบทความทางวิชาการ มีเนื้อหาสาระน่าสนใจ เป็นประโยชน์ เป็นการสร้างความรู้ใหม่ และเป็นบทความที่ยังไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่ในวารสารหรือเอกสารอื่นๆ มาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิมพ์เผยแพร์ในวารสารใด ๆ</p> th-TH วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา อิทธิพลของบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมโดยผู้ใช้ ต่อทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/696 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมโดยผู้ใช้ และระดับทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียน รวมถึงวิเคราะห์อิทธิพลของบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมโดยผู้ใช้ต่อทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ตัวอย่าง คือครู จำนวน 248 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมโดยผู้ใช้อยู่ในระดับมาก และทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมโดยผู้ใช้ร่วมกันพยากรณ์ทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนได้ร้อยละ 77.3 โดยด้านที่มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ได้แก่ ด้านกลยุทธ์ (β = .332) ด้านการสื่อสารและขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กร (β = .256) และด้านการสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง (β = .229) ตามลำดับ ส่วนด้านการบริหารจัดการทรัพยากร (β = .081) และด้านการจัดระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมโดยผู้ใช้ (β = .085) ไม่มีอิทธิพลในแบบจำลองนี้ ข้อค้นพบจากการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ผ่านวิสัยทัศน์และนโยบายที่มุ่งเน้นนวัตกรรมโดยผู้ใช้ พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม</p> สุพร ม่วงสมัย วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง สุดารัตน์ สารสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-23 2026-08-23 17 2 1 22 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงาน ด้านนวัตกรรมสีเขียวในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/697 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1)ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2) ระดับการดำเนินงานด้านนวัตกรรมสีเขียว ในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับการดำเนินงานด้านนวัตกรรมสีเขียวในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู จำนวน 285 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) แล้วคำนวณกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของประชากร (Proportional Allocation) จากนั้นจึงใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการคำนวณสูตรขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie and Morgan (1970) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผ่านผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับอยู่ที่ .980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การดำเนินงานด้านนวัตกรรมสีเขียวในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับการดำเนินงานด้านนวัตกรรมสีเขียวในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมาก (r = .851) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> จุธาวรรณ จันทร์บุญเรือง พร้อมพิไล บัวสุวรรณ วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-23 2026-08-23 17 2 23 44 ปัจจัยในการลงทุนทางการศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ ของนักเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/702 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยในการลงทุนทางการศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูสอนภาษาอังกฤษ จากโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์คัดเข้า คำนวณขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G*Power ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (Confidence Interval) ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ได้ตัวอย่างจำนวน 60 โรงเรียนจาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ โรงเรียนละ 5 ตัวอย่าง รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 300 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.8 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.486-0.955 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.889 ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยในการลงทุนทางการศึกษา 9 ปัจจัยส่งผลต่อค่าเฉลี่ยคะแนน O-NET วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างปีการศึกษาพ.ศ. 2563-2566 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสามารถภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ร้อยละ 90 โดยเรียงลำดับปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุดไปน้อยที่สุดได้ดังนี้ (1) กระบวนการจัดการเรียนการสอน ส่งผลที่ร้อยละ 22.5 (2) การบริหารจัดการหลักสูตร ส่งผลที่ร้อยละ 18.2 (3) การวัดและประเมินผลการเรียน ส่งผลที่ร้อยละ 17.7 (4) สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และอาคารสถานที่ ส่งผลที่ร้อยละ 16.6 (5) การพัฒนาคุณภาพครู ส่งผลที่ร้อยละ 15.5 (6) หลักสูตร และ (7) ครูผู้สอน ส่งผลเท่ากันที่ร้อยละ 14.9 (8) การนิเทศและติดตามผลหลักสูตร ส่งผลที่ร้อยละ 11.2 และ (9) แหล่งเรียนรู้ ส่งผลที่ร้อยละ 9.6</p> วสันต์ นาคเจริญวารี เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-23 2026-08-23 17 2 45 65 แนวทางการส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีมของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/731 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 300 คน และผู้บริหารหรือผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานเป็นทีมสูง จำนวน 10 คน ได้มาโดยการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากบุคลากรระดับผู้อำนวยการกลุ่มขึ้นไปของแต่ละสำนัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 4 ด้าน ด้านละ 10 ข้อ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการทำงานเป็นทีมของบุคลากร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.03, S.D. = 0.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเป้าหมายและโครงสร้างของทีมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̅ = 4.09, S.D. = 0.73) รองลงมา คือ ด้านการสื่อสารและการประสานงาน (x̅ = 4.05, S.D. = 0.67) ด้านการมีส่วนร่วมและภาวะผู้นำ (x̅ = 4.02, S.D. = 0.73) และด้านความสัมพันธ์และมนุษยสัมพันธ์ในทีม (x̅ = 3.96, S.D. = 0.75) ตามลำดับ 2) แนวทางการส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีมของบุคลากร ควรส่งเสริมการสื่อสารและการประสานงานอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจร่วมกัน ส่งเสริมภาวะผู้นำ สร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อความร่วมมือ ความไว้วางใจ และพัฒนาระบบการบริหารจัดการทีมอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและพัฒนาคุณภาพการศึกษาขององค์กร</p> พงศกร พรหมประเสริฐ ทัศนีย์ เศรษฐพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-23 2026-08-23 17 2 66 82 การพัฒนาองค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/754 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ระยะที่ 1 พัฒนาองค์ประกอบโดยศึกษาเอกสารและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) ด้วยวิธีสกัดตัวประกอบภาพพจน์จากผู้บริหารสถานศึกษา 450 คน ระยะที่ 2 ประเมินความต้องการจำเป็นด้วยดัชนี PNI modified จากกลุ่มตัวอย่าง 385 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่า IOC= 0.60–1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.978 และ 0.878 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน EFA และ PNImodified ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ได้องค์ประกอบที่มีค่าไอเกนมากกว่า 1.00 จำนวน 6 องค์ประกอบ รวม 41 ตัวแปร อธิบายความแปรปรวนสะสมได้ร้อยละ 81.439 ตัวแปรมีค่าน้ำหนัก องค์ประกอบตั้งแต่ .502–.934 ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 (8 ตัวแปร) 2 (8 ตัวแปร) 3 (6 ตัวแปร) 4 (6 ตัวแปร)<br />5 (7 ตัวแปร) และ 6 (6 ตัวแปร) 2) ผลการประเมินความต้องการจำเป็น เรียงลำดับความสำคัญด้วย PNI<br />modified ดังนี้ ด้านแรงบันดาลใจสู่ความร่วมมือ (0.211) ด้านวิสัยทัศน์ร่วมขับเคลื่อนเครือข่าย (0.193) ด้านการ<br />เสริมพลังสมาชิกเครือข่าย (0.192) ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน (0.185) ด้านอุดมการณ์และคุณธรรม<br />ผู้นำ (0.182) และด้านค่านิยมนำการเปลี่ยนแปลง (0.170)</p> ชัยณรงค์ พ่อทอง กฤษดา ผ่องพิทยา จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-23 2026-08-23 17 2 83 101 ผลของกิจกรรมการเรียนรู้แนวจิตศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะครูดีด้านทัศนคติและการปรับตัว https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/708 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลการส่งเสริมคุณลักษณะครูดีด้านทัศนคติและการปรับตัวของนักศึกษาก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แนวจิตศึกษา 2) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แนวจิตศึกษาในการส่งเสริมคุณลักษณะครูดีด้านทัศนคติและการปรับตัวของนักศึกษา เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร จำนวน 123 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบประเมินตนเองของคุณลักษณะครูดีด้านทัศนคติและการปรับตัว 2) กิจกรรมการเรียนรู้แนวจิตศึกษา และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Wilcoxon Signed-Rank Test ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะครูดีด้านทัศนคติและการปรับตัวของนักศึกษา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต หลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แนวจิตศึกษาโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของนักศึกษา หลักสูตรครุศาตรบัณฑิต ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แนวจิตศึกษาอยู่ในระดับมาก (M=4.38, S.D.= 0.79)</p> มนตรี หลินภู ปราณี เลิศแก้ว นเรศ ขำเจริญ เมธี มธุรส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-23 2026-08-23 17 2 102 115 รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือการบริหารวิชาการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/756 <p>คัดย่อ<br />การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือการบริหารวิชาการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน 2 ระยะ ระยะที่ 1 สร้างรูปแบบโดยสังเคราะห์วรรณกรรมและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) ด้วยวิธีสกัดตัวประกอบภาพพจน์ จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสถานศึกษา 490 คน และประเมินความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสถานศึกษา 385 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC = 0.60–1.00 มีค่าความเชื่อมั่น 0.971 และ 0.866 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และดัชนี PNI modified ยกร่างรูปแบบและตรวจสอบด้วยการสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 2 ประเมินรูปแบบด้วยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 11 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เครือข่ายความร่วมมือการบริหารวิชาการสู่ความเป็นเลิศ มี 6 องค์ประกอบ เรียงตามลำดับค่า PNImodified ได้แก่ 1) ผู้นำสร้างวัฒนธรรมวิชาการ 2) เครือข่ายบริหารวิชาการเป็นเลิศ 3) การกำกับติดตามคุณภาพวิชาการ 4) เครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครู 5) นวัตกรรมวิชาการร่วมชุมชน และ 6) การบริหารทรัพยากรเครือข่ายสู่ความเป็นเลิศ โดยรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือการบริหารวิชาการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (COLLAB Model) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ โครงสร้าง วิธีการดำเนินการ และการประเมินผลของรูปแบบ ซึ่งผลการประเมินด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> ปวีนา เหล่าลาด กฤษดา ผ่องพิทยา จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-23 2026-08-23 17 2 116 135