วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD <p><strong><img src="https://so20.tci-thaijo.org/public/site/images/thatchai/136b9f31-b7f2-4ef6-9d48-f3048af63870.jpg" alt="" width="735" height="232" /></strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong></p> <p> วารสารเปิดรับผลงานวิชาการที่จะลงตีพิมพ์ในวารสาร เป็นผลงานวิชาการทางการศึกษา การบริหาร และนิเทศทางการศึกษา และผลการค้นคว้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ในรูปแบบบทความวิจัย และบทความทางวิชาการ มีเนื้อหาสาระน่าสนใจ เป็นประโยชน์ เป็นการสร้างความรู้ใหม่ และเป็นบทความที่ยังไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่ในวารสารหรือเอกสารอื่นๆ มาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิมพ์เผยแพร์ในวารสารใด ๆ</p> th-TH วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา แนวทางการพัฒนาโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตวัฒนา เพื่อเสริมสร้างกรุงเทพมหานครเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/676 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตวัฒนา เพื่อเสริมสร้างกรุงเทพมหานครเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ จำนวน 12 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัยตามแนวทางของ Braun and Clarke (2006) ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางที่พัฒนาขึ้น โดยกลุ่มผู้ประเมินเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ</span> <span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ 5 แนวทาง ปรัชญา 11 แนวทาง และระบบกิจกรรม 7 แนวทาง แนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการยกระดับโรงเรียนสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน โดยได้รับการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> สุเมธพงศ์ จงรักษา พร้อมพิไล บัวสุวรรณ สุดารัตน์ สารสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 1 22 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/665 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อประมวลข้อเสนอแนะในการดำเนินงานตามภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการครู จำนวน 338 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan (1970) และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา แล้วสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีจับฉลาก เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .991 สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ การเปรียบเทียบรายคู่ (LSD) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อจำแนกตามอายุและวุฒิการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา แต่พบความแตกต่างในบางด้านเมื่อจำแนกตามเพศ (ด้านความคิดสร้างสรรค์ ระดับ .05) ประสบการณ์การทำงาน (ด้านวิสัยทัศน์ ระดับ .05) และขนาดสถานศึกษา (ภาพรวม ระดับ .05; ด้านการทำงานเป็นทีม ระดับ .001) และ </span><span style="font-weight: 400;">3) ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ชัดเจน มองไกล ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดี สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เปิดรับแนวคิดใหม่ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมอย่างเท่าเทียม และใช้ความคิดสร้างสรรค์กับนวัตกรรมเพื่อพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืน</span></p> นรมน สุขสงกลาง รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 23 39 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 2 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/666 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 2 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 2 จำนวน 327 คน ได้มาจากสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 48 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.40 – 0.81 และค่าความเชื่อมั่น 0.93 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการทำงานในโลกดิจิทัล ด้านการรู้ดิจิทัล และด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่บุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพ 2. แนวทางการพัฒนาตามองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัล 6 องค์ประกอบได้แก่ </span><span style="font-weight: 400;">1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล 2) ด้านการสื่อสารดิจิทัล 3) ด้านการรู้ดิจิทัล 4) ด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่บุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพ 5) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการทำงานในโลกดิจิทัล 6) ด้านการเป็นพลเมืองดิจิทัล และประกอบด้วย 18 แนวทาง มีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> สุภาวดี มูลโพธิ์ ไชยยงค์ สืบสารคาม วีรพงษ์ เทียมวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 40 59 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/674 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา และระดับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จำนวน 240 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีค่าความเชื่อมั่น .884 และการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่น .938 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา และการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา (r = .924, p &lt; .01)</span></p> อรวรรณ ศิริปั่นทอง เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 ุ60 72 การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำระดับกลางของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 3 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/679 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำระดับกลางของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 300 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.958 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) เพื่อหมุนแกนองค์ประกอบแบบมุมแหลม (Oblique Rotation) ด้วยการหมุนแกนแบบโพรแม็กซ์ (Promax Rotation) </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำระดับกลางของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 3 ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 49 ตัวแปร ได้แก่ 1) สมรรถนะวิชาชีพเชิงการพัฒนาคนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 22 ตัวแปร 2) การทำงานร่วมกันเชิงบวกและการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล 16 ตัวแปร 3) การขับเคลื่อนวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมในองค์กร 11 ตัวแปร โดยทั้ง 3 องค์ประกอบ สามารถอธิบายความเป็นองค์ประกอบภาวะผู้นำระดับกลางของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 3 ได้ค่าความแปรปรวนสะสม ร้อยละ 54.400</span></p> ณิชากร ม่วงประสิทธิ์ อำภาพรรณ ตันตินาครกูล บุญจันทร์ สีสันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 73 91 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัมและระดับแรงจูงใจในการทำงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/685 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัม 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงานของครูในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัมและระดับแรงจูงใจในการทำงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา จำนวน 350 คน จาก 28 โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดตัวอย่างตามตาราง Krejcie and Morgan ใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ทุกข้อคำถามเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัมเท่ากับ 0.973 และแรงจูงใจในการทำงานของครูเท่ากับ 0.943 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า ระดับพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ระดับแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์แบบควอนตัมกับระดับแรงจูงใจในการทำงานของครู มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมาก (r เท่ากับ .822) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</span></p> อรณี ทองอารีย์ วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง พร้อมพิไล บัวสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 92 108 รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/682 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างรูปแบบโดยการยกร่างและตรวจสอบร่างรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และระยะที่ 2 การประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มและแบบประเมินรูปแบบแบบมาตราส่วนประมาณค่า 2 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.60–1.00) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square Test) </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัย พบว่า 1) </span><span style="font-size: 0.875rem;">รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) องค์ประกอบของรูปแบบ และ </span><span style="font-size: 0.875rem;">4) กระบวนการบริหารจัดการรูปแบบ มีกระบวนการบริหารจัดการรูปแบบ โดยใช้ระบบพลวัตพึ่งพาและเกื้อหนุนกัน (Dynamic Interdependent) ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) การพึ่งพาซึ่งกันและกัน 2) ความเป็นพลวัต 3) การเกื้อหนุนและส่งเสริม 4) การยืดหยุ่นและการปรับตัว และ 5) วงจรป้อนกลับ 2) </span><span style="font-weight: 400;">การประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิดการเพิ่มทักษะและการเรียนรู้ใหม่ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล ยืนยันได้ว่ามีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านความถูกต้อง (</span><span style="font-weight: 400;">χ</span><span style="font-weight: 400;">² =363.75**) ความเหมาะสม (</span><span style="font-weight: 400;">χ</span><span style="font-weight: 400;">² = 351.82**) ความเป็นไปได้ (</span><span style="font-weight: 400;">χ</span><span style="font-weight: 400;">² = 292.47**) และความเป็นประโยชน์ (</span><span style="font-weight: 400;">χ</span><span style="font-weight: 400;">² = 317.24**) ต่อโรงเรียนเทศบาล</span></p> วาสนา สมใจ กฤษดา ผ่องพิทยา จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 109 130 แนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/684 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">ในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู และ 2) พัฒนาแนวทางความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำนวน 316 ใช้วิธีการเลือกแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบัน 0.97 และสภาพที่พึงประสงค์ 0.95 และ ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ครูที่มีความโดดเด่นด้านความเป็นพลเมืองดิจิทัล จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแนวทาง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบประเมินแนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครูอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครูเรียงจากสูงไปหาต่ำ ดังนี้ การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล การรักษาความปลอดภัยทางดิจิทัล สิทธิและความรับผิดชอบทางดิจิทัล กฎหมายดิจิทัล มารยาทดิจิทัล และการสื่อสารดิจิทัล ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้ในระดับมาก </span></p> เสกสรรค์ พรมไชยา โกวัฒน์ เทศบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 131 147 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/686 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 280 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.572 – 0.893 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.917 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก และหมุนแกนองค์ประกอบแบบตั้งฉาก (Orthogonal Rotation) ด้วยการหมุนแกนแบบวาริแม็กซ์ (Varimax Rotation)</span> <span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 28 ตัวแปร ได้แก่ </span><span style="font-weight: 400;">1) ความสามารถเชิงกลยุทธ์แบบปรับตัวและเชิงรุกในการจัดการการเปลี่ยนแปลง 9 ตัวแปร 2) ทัศนคติภายในและความฉลาดทางอารมณ์ 7 ตัวแปร 3) การเสริมพลังและการพัฒนาทีมงาน 7 ตัวแปร และ 4) การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและกรอบความคิดเชิงบวก 5 ตัวแปร โดยทั้ง 4 องค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ได้ค่าความแปรปรวนสะสม ร้อยละ 65.300 </span></p> ปัญญาวุธ ชัยชะนะ อำภาพรรณ ตันตินาครกูล บุญจันทร์ สีสันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 148 167 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/688 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น</span><span style="font-weight: 400;">ในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และ 2) พัฒนาและประเมินแนวทางการพัฒนาสมรรถนะ</span><span style="font-weight: 400;">การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ </span><span style="font-weight: 400;">และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 313 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และ 2) การพัฒนาแบบและประเมินแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูที่โดดเด่นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นในส่วนสภาพปัจจุบัน .97 และส่วนสภาพที่พึงประสงค์ .98 แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเรียงจากสูงหาต่ำ คือ การใช้สื่อและทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก การวัดและประเมินผล และการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 2) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> ธนวัฒน์ กาฬหว้า โกวัฒน์ เทศบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 168 185 รูปแบบการพัฒนานวัตกรรมและนวัตกรทางการศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดชัยภูมิ https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/695 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมและนวัตกรทางการศึกษา 2) พัฒนารูปแบบฯ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ</span> <span style="font-weight: 400;"> 4)</span> <span style="font-weight: 400;">ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ</span> <span style="font-weight: 400;"> ระยะ 1 ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 368 คน ระยะที่ 2 ตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ระยะที่ 3 นำรูปแบบไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 32 คน ระยะที่ 4 ประเมินผลรูปแบบจากผู้มีส่วนได้เสีย 12 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวัง แบบทดสอบ แบบประเมินพฤติกรรมความเป็นนวัตกร และแบบประเมินประสิทธิผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ และค่าขนาดอิทธิพล </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมาก และมีดัชนีความต้องการจำเป็น 2 ด้านที่ต้องได้รับการพัฒนา 2) รูปแบบฯ มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการพัฒนา การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ มีความถูกต้องและ ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) หลังการใช้รูปแบบพบว่าครูมีความรู้ และพฤติกรรมความเป็นนวัตกรสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และรูปแบบมีอิทธิพลสูงต่อการพัฒนา 4) ประสิทธิผลของรูปแบบมีความเป็นไปได้และประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> เพียงแข ภูผายาง ปณิธาน วรรณวัลย์ นราศักดิ์ ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 186 206 ปัจจัยเชิงสาเหตุและผลของความผูกพันต่อองค์การของครู ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร https://so20.tci-thaijo.org/index.php/JAD/article/view/690 <p><span style="font-weight: 400;">การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเชิงสาเหตุและผลของความผูกพันต่อองค์การของครู 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยดังกล่าว 3) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การของครู และ 4) ศึกษาอิทธิพลของความผูกพันต่อองค์การต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของครู </span><span style="font-weight: 400;">ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่างคือครู 320 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.980 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพชีวิตการทำงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก </span><span style="font-weight: 400;">2) ความผูกพันต่อองค์การของครูอยู่ในระดับมาก 3) พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอยู่ในระดับมาก 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก 5) ตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคุณภาพชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การสูงที่สุด (r = 0.836) 6) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และสามารถอธิบายความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์การได้ร้อยละ 83.60 (R² = 0.836) โดยอิทธิพลทางตรงต่อความผูกพันต่อองค์การ ได้แก่ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร (beta = 0.403) และคุณภาพชีวิตการทำงาน (beta = 0.541) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และอิทธิพลทางตรงต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ คือ ความผูกพันต่อองค์การ (beta = 0.885) นอกจากนี้ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารมีอิทธิพลทางอ้อมต่อความผูกพันต่อองค์การ (beta = 0.473) ผ่านคุณภาพชีวิตการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001</span></p> แพรวา วิหงส์ จันทรัศม์ ภูติอริยวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 17 1 207 227